บทความน่าอ่าน จากอาสาสมัคร รุ่น ปี 2016

การเข้าพื้นที่

ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒธนธรรมชุมชนในการจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า

 

ปัจจุบันระบบการศึกษาได้พัฒนาไปไกลมากเกินกว่าที่จะเรียนอยู่แต่เพียงในห้องสี่เหลี่ยม ที่ต่างพาการจ้องหน้าไปยังพื้นกระดานดำที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้จากหน้าจอทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ยังมีการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ เป็นรูปแบบการเรียนรู้เชิงปฏิบัติกับชุม ที่มีครูเป็นชาวบ้าน เป็นผู้รู้ คอยถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาผ่านประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติครั้งแล้วครั้งเล่าจนตกผลึกเป็นความเชี่ยวชาญ

และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยการสอนผ่านการลงมือปฏิบัติ ลงมือสัมผัส พร้อมไปกับการเรียนรู้แก้ไขและปรับเปลี่ยนไปตามระบบภูมิศาสตร์วัฒนธรรม

จากโครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของมูลนิธิส่งเสริวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2560 ที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมอบรมได้มีโอกาสเข้าพื้นที่ ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างกันไป

เริ่มจาการศึกษาการจัดการชุมชนในแถบลุ่มน้ำสาละวินของหมู่บ้านแม่สามแลบ ตำบลสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาได้แก่ ชาวมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวปกาเกอะญอที่นับถือศาสนาคริสต์ และ ชาวไทใหญ่ ที่นับถือศาสนาพุทธ ที่มาอาศัยอยู่รวมกันบนพื้นสูง ตามไหล่เขา และตามชายฝั่งแม่น้ำสาละวินที่ต้องใช้เวลาการเดินทาง 1 ชั่วโมงจากตัวหมู่บ้านไปยังอำเภอแม่สะเรียง ชุมชนมีระบบการปกครองที่พึ่งพาอาศัยกันและมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนเพื่อติดต่อประสานงานกับทางภาครัฐและคอยตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ในช่วงเทศกาลทางศาสนาหรือประเพณี ชาวบ้านไม่มีการแบ่งแยกศาสนาแต่อย่างใด ชาวไทใหญ่และชาวุสลิม สามารถเข้าร่วมงานวัน

คริสมาสตร์ของชาวปกาเกอะญอ และชาวมุสลิมและชาวปกาเกอะญอ ก็สามารถร่วมวันสำคัญทางศาสนาของชาวไทใหญ่ เช่น วันเข้าพรรษา ออกพรรษา ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าชุมชนแม่สามแลบจะอยู่ไม่ไกลมากนักจากอำเภอแม่สะเรียง แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเลข 13 หลัก หรือสิ่งที่มารับรองว่าชาวบ้านเป็นคนไทยอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ฉะนั้นจึงทำให้ชาวบ้านและเด็กๆขาดโอกาสหลายๆอย่าง อย่างที่ควรจะได้รับจากการบริการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาพยาบาลที่ดี

ด้านการศึกษา เด็กหลายๆคน ขาดโอกาสทางการศึกษาที่ดี ด้วยเหตุที่เป็นเด็กไร้สัญชาติ เนื่องจากพ่อแม่ตกหล่นจากการสำรวจ เพื่อเข้ารับสัญชาติ จึงส่งผลต่อลูกๆที่เกิดมาภายหลังด้วย แม้แต่การเดินทางออกไปนอกพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เกิดเป็นความกังวล อาจถูกแบ่งแยกว่าเป็นคนต่างด้าว ไม่ได้รับการต้อนรับที่

เท่าเทียมอย่างคนอื่น ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบาง สำหรับบุคคลไร้สัญชาติ แม้ว่าเขาจะเกิดในประเทศไทย พูดภาษาไทย ร้องเพลงชาติไทย รักแผ่นดินไทยและเป็นคนไทย100 % ตามหลักการพฤตินัย

ดังนั้น การถูกแบ่งแยก ดูถูกหรือเหยียดหยาม กีดกันด้านเชื้อชาติ สัญชาติ จากกลุ่มคนบางกลุ่มเป็นการสร้างรอยแผลในใจ สร้างปมด้อย ก่อให้เกิดความโกรธ เกลียดและใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ให้กับบุคคลเหล่านั้น ไม่กล้าที่จะออกเผชิญกับสังคมภายนอก ทำให้ยิ่งขาดโอกาสการเข้าถึงการพัฒนา ดังนั้น ประเด็นคนไร้สัญชาติจึงเป็นประเด็นที่สำคัญและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ

จากหมู่บ้านแม่สามแลบนั่งเรือขึ้นไปทางตอนเหนืออีกประมาณ 1 ชั่วโมง สู่หมู่บ้านท่าตาฝั่ง เป็นชุมชนปวาเกอะญอ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย พึ่งพาแม่น้ำสายสาละวินและป่าเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ชาวบ้านต่างมีวิถีชีวิตจากการหาปลาในแม่น้ำสาละวินตามฤดูกาล เพาะปลูกพืชผักตามริมชายฝั่งแม่น้ำสาละวินในหน้าร้อนช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ที่น้ำลง พืชผักเหล่านี้ล้วนเป็นผักปลอดสารพิษ เป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้าน นอกจากการพึ่งพาแม่น้ำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ชาวบ้านมีการจัดการป่าในแบบของชุมชนเอง โดยมีการแบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ เป็นพื้นที่ห้ามผู้ใดเข้าไปบุกรุก ตัดไม้ หรือเข้าไปใช้ประโยชน์  พื้นที่ป่าใช้สอย เป็นพื้นที่สำหรับชาวบ้านที่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่นการหาของป่า หาฟืน หาหน่อไม้ เห็ด ตามฤดูกาล ถือได้ว่าพื้นที่ป่าเหล่านี้เปรียบดังห้างสรรพสินค้าของชุมชนก็ว่าได้

นอกจากนี้แล้วชุมชนยังมีการทำไร่หมุนเวียนเป็นอาชีพหลัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกข้าวและพืชผักสวนครัว อาทิ แตง พริก ฟักทอง พืชผักพื้นบ้าน ซึ่งหลายๆชนิด ผู้เข้าอบรมเองไม่เคยรู้จัก เป็นการปลูกแบบผสมผสาน ในหนึ่งปีชาวบ้านจะปลูกข้าวหรือทำไร่หมุนเวียนได้เพียงครั้งเดียวและในปีถัดไปชาวบ้านจะย้ายพื้นที่ปลูกไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งจะปล่อยให้พื้นที่แปลงเดิมนี้ฟื้นตัวอย่างน้อย 5-7 ปี จนกลายเป็นป่าหนุ่มอย่างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าการทำเช่นนี้จะทำให้วัชพืชขึ้นน้อย ไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีในการปลูกข้าวครั้งต่อๆไป

นอกจากการใช้ประโยชน์จากป่าแล้วชุมชนมีการปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่เปรียบดั่งลมหายใจแห่งนี้ โดยการจัดตั้งชุดคณะกรรมการ และกฏระเบียบในการดูแลผืนป่าที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม  การทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า ที่จะเกิดขึ้้นในทุกๆปี การปลูกต้นไม้ ทดแทนจากการนำไปใช้ประโยชน์ ป่าเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าแก่ชุมชน ชุมชนจึงดูแล และปกป้องผืนป่าดั่งชีวิตเช่นกัน

 

ชุมชนบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เป็นอีกชุมชนที่เราได้เข้าไปเรียนรู้แลกเปลี่ยน บ้านแหงเป็นชุมชนที่มีรูปแบบการปกครองแบบเครือญาติ และสิ่งที่น่าสนใจและเห็นได้อย่างชัดเจนคือ เราจะเห็นบทบาทของผู้หญิงในการเป็นผู้นำชุมชน ติดต่อประสานงานกับทางภาครัฐ การต้อนรับแขกผู้มาเยือนชุมชน ล้วนแต่เป็นผู้หญิง จึงเป็นสิ่งที่เราต่างตั้งคำถามกันว่า แล้วบทบาทผู้ชายล่ะ? ผู้ชายเขาทำอะไร? คำตอบที่ได้มา น่าประทับใจมากคือ ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ในการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงไม่มีเวลามากพอที่จะมารับหน้าที่ในการเป็นผู้นำชุมชนสักเท่าไหร่ สำหรับผู้หญิงนั้นเข้าไร่เข้าสวนเป็นส่วนน้อย จึงมีเวลาในการทำกิจกรรมชุมชน ดูแลอาหารการกิน และลูกหลานของแต่ละครอบครัวตามสะดวก ดังนั้นเราจึงเห็นบทบาทของในการปกครองของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายจากในชุมชนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าผู้เข้าอบรม ต่างประหลาดใจ และประทับใจที่ชุมชนมีการจัดการได้อย่างลงตัว ทำให้ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สามัคคี และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนอีกหลายๆชุมชน ที่มักเข้าใจเสมอๆ ว่าผู้ชายต้องเป็นช้างเท้าหน้า เป็นผู้นำ ผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง คอยทำตามคำสั่งของผู้ชายแต่ฝ่ายเดียว

นอกจากบทบาทชาย-หญิงแล้วกลุ่มเยาวชนยังมีบทบาทในการจัดตั้งกลุ่ม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนขึ้นมา เป็นการรณรงค์ให้เยาวชนเกิดความตระหนักรู้รักษ์สิ่งแวดล้อมและบ้านเกิดของตนเอง โดยมีกิจกรรมการวาดภาพประกวดในหัวข้อ “หมู่บ้านของฉัน” ซึ่งเป็นการให้กลุ่มเยาวชนได้คิดวาดภาพหมู่บ้านและธรรมชาติที่เด็กได้สัมผัสจากชุมชน ต้นไม้ ทุ่งนา แม่น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็กๆ ตั้งแต่เล็กจนโต การจัดกิจกรรมร้องเพลงตามความถนัดของแต่ละคน โดยกิจกรรมเหล่านี้ จะมีครูจากโรงเรียนในชุมชน และผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง คอยสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มเยาวชน และกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นจะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมความกล้าแสดงออก ความเป็นผู้นำและส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในทางที่ดีงาม

 

บ้านหนองเต่า เป็นหมู่บ้านของนักปราชญ์ชาวปวาเกอะญอที่มีชื่อเสียง ในด้านปราชญา การใช้ชีวิตเรื่ิองของ คนอยู่กับป่าได้ย่างสมดุลนั่นคือ พะตี่จอนิ โอโดเชา เป็นผู้บรรยายให้กับผู้เข้าอบรมที่เข้ามาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ พะตี่จอนิ ได้บอกกับเราว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่กับธรรมชาติ และมี 3 สิ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าไม่มีวันเป็นเจ้าของได้นั่นคือ ดิน น้ำ ป่า เพราะเป็นทรัพยากรส่วนรวมที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจำนวนมาก สิ่งที่น่ากังวลสำหรับพะตี่จอนิคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เกิดความภูมิใจในตนเอง ชนเผ่าตนเองและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพระาทุกวันนี้ทุกคนต่างวิ่งหนีออกไปให้ห่างจากบ้านเกิด ไปอยู่ในเมือง ที่เรียกว่าเมืองแห่งการพัฒนา พะตี่ยังบอกกับพวกเราอีกว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทะเลาะกันไม่จบสิ้นและจะทะเลาะกันไปอีกหลายร้อยปีคือ

  1. ทะเลากันเรื่องความเชื่อที่แตกต่าง
  2. ทะเลาะกันเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า
  3. ทะเลาะกันเรื่องอำนาจ
  4. ทะเลาะกันเรื่องสิทธิผู้หญิง สิทธิผู้ชาย สิทธิชนเผ่า
  5. ทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ เงิน ทอง

5 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทะเลาะกันไม่จบสิ้น ทำให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นที่มาของการก่อเกิดสงคราม

ถ้าพูดถึงเรื่องเงินทอง ชาวบ้านอย่างเราก็อยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น จึงหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามที่มีการโฆษณาแต่สุดท้ายเราก็เป็นหนี้ธนาคาร หลังจากนั้นก็หันมาทำสวนที่เรียกว่า สวนคนขี้เกียจ คือ สวนที่ปล่อยให้ต้นไม้เติบโตตามธรรมชาติ ปลูกพืชผสมผสาน เล็กๆน้อยๆ ไม่ต้องดูแลมาก หันมาอยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องไปดิ้นรน ให้เป็นหนี้ เมื่อต้นไม้ พืชผักโต ก็เก็บกิน แบ่งขายบ้างแค่นี้ก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร

พะตี่จอนิยังได้ยกตัวอย่างลูกชายของเขาที่เรียนจบระดับปริญญาโท แต่กลับมาอยู่บ้าน ทำสวนคนขี้เกียจ ปลูกกาแฟ ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สบายๆ มีข้าวกินอิ่ม ได้ออกกำลังกายเวลาทำสวน มีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตก็มีแค่นี้ ชีวิตคนกับป่าที่สมดุลกันไม่ทำลายกัน

ชุมชนบ้านดอนไชย ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เป็นชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำยมที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำที่มีการวางโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมากว่า 30 ปี และเป็นพื้นที่เขตป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทย 30 กว่า ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านต่อสู้ ปกป้องและร่วมกันอนุรักษ์แม่น้ำยมร่วมกับป่าสักทองผืนสุดท้าย สิ่งที่ทำให้ประทับใจมากที่สุดคือ ชาวบ้านใช้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการปกป้องผืนป่า อาทิ การบวชป่าตามประเพณีวัฒนธรรม หรือเรียกอีกอย่างว่าสืบชะตาต้นไม้นั่นเอง เป็นพิธีกรรมทางศาสนา ถือว่าเป็นกุศโลบายการจัดการสิ่งแวดล้อมกับคน ดังนั้น  “การบวชป่า” จึงหมายถึง การละเว้นจากการตัดไม้ทำลายป่า  เป็นความเชื่อ ความศรัทธา ที่ได้ปฏิบัติและสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น  การบวชป่านั้น มีขั้นตอนที่สำคัญคือ คนในชุมชนได้ตกลงร่วมกันที่จะกันพื้นที่สำหรับการบวชป่า ตลอดจนถึงการกันพื้นที่แนวเขตจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจนว่าพื้นที่จะทำการบวชมีจำนวนกี่ไร่ และยังมีการจัดตั้งคณะกรรมหาร ตั้งกติกา กฏระเบียบ ในการดูแลปกป้องผืนป่า

การสืบชะตาแม่น้ำ ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นการต่อชะตาแม่น้ำให้ยืนยาว และไหลอย่างอิสระ อีกทั้งยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วม และตระหนักถึงคุณค่าของแม่น้ำลำธาร โดยหาแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศลำน้ำที่สูญเสียไปให้ฟื้น คืนสู่ความสมดุลแม่น้ำยมที่เปี่ยมไปด้วยวิชีวิตการหาปลา เลี้ยงดูผู้คนที่อาศัยอยู่ตลอดริมฝั่งแม่น้ำ แม่น้ำที่ทำให้ผู้คนรักใคร่สามัคคีกัน แบ่งปัน ข้าวปลาอาหาร

ประเพณีพื้นบ้าน ภูมิปัญญา และพิธีกรรมทางศาสนา สามารถนำมาใช้ช่วยแก้ปัญหาได้ ทำให้ ขวัญและกำลังใจของชาวบ้านกลับคืนมา ก่อให้เกิดการร่วมมือ สามัคคีและการช่วยเหลือเกื้อกูล กันจากทุกๆ ฝ่าย พิธีกรรมก่อให้เกิดความเลื่อมใสและเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลแม่น้ำ ทำให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจรักแม่น้ำมากขึ้น และจากการได้ร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การเป็นแนวร่วมและเครือข่ายในการจัดการทรัพยากร ดังนั้น ชุมชนบ้านดอนไชย จึงเป็นแบบอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมในการดูแล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำอง๕ความรู้ภูมิปัญญษ วัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

จากการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกับชุมชนและคิดว่า สิ่งที่ชุมชนจะได้รับคือ ชุมชนได้ฝึกฝนการนำเสนองาน การบรรยาย ความกล้าแสดงออก ได้สร้างผู้นำของชุมชน  และยืนหยัดในอุดมการณ์ภูมิปัญญาของชุมชนตนเอง ทำให้ชุมชนเกิดความมั่นใจในตัวเองที่จะปกป้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของชุมชน เกิดความภาคภูมิใจ ที่มีนักศึกษา หรือชุมชนจากหลากหลายประเทศมาให้ความสำคัญ พร้อมที่จะศึกษาและนำไปปรับใช้กับชุมชนอื่น ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับเพื่อนต่างประเทศด้วย เกิดมุมมองและความคิดใหม่จากาการแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สิ่งที่ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จากการเข้าชุมชนคือ การได้เห็น ได้เรียนรู้อุดมการณ์การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน การจัดการดิน น้ำ ป่า และความสามัคคีของคนในชุมชน ที่ร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผู้เข้าไปศึกษาได้ความคิดใหม่ๆ และเห็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้มา ไปปรับใช้กับชุมชนของตน ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แม่น้ำ โดยปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความคิดการจัดการดิน น้ำ ป่า อย่างมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

การเข้าพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของมูลนิธิฯ ทำให้ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและ ได้เปิดโลกทัศน์ ทำให้การเข้าอบรมในทุกปี เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสนุกสนานไปพร้อมๆกับการสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนอย่างใกล้ชิด

—————————————

นางสาวน้ำฝน กึกก้องโลกา
อาสาสมัคร รุ่น ปี 2016

 

————————————————————————-

Leave a Comment