เมื่อพื้นที่สีเขียวกลายเป็นพื้นที่แห่งความเหลื่อมล้ำ
รื้อถอนนโยบาย คทช. คาร์บอนเครดิต และสงครามระหว่างคนกับช้างในภาคตะวันออก
ผู้เขียน: ตาล วรรณกูล | เรียบเรียงโดย: มูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทนำ: วาทกรรมสีเขียวกับความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนเร้น
ในยุคที่โลกกำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) บทความนี้ชวนตั้งคำถามต่อ “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ในบริบทประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิของการฮุบที่ดินสีเขียว (Green Land Grabbing) ผ่านกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่ดูเผินๆ เหมือนจะมีเจตนาดี
บทความวิเคราะห์สามประเด็นหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ นโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)โครงการคาร์บอนเครดิต และปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า โดยชี้ให้เห็นว่าทั้งสามประเด็นล้วนมีรากเหง้าร่วมจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ และการละเลยสิทธิของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
๑. นโยบาย คทช. — สิทธิที่ดินในนามการสงเคราะห์
คทช. ถูกนำเสนอในฐานะนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง พบว่าระบบนี้ให้เพียง ‘สิทธิทำกินแบบแปลงรวม’ โดยไม่มีการออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์รายบุคคล ชาวบ้านในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด จึงถูกแช่แข็งให้มีสถานะเป็นเพียง ‘ผู้ขออาศัย’ บนที่ดินที่บรรพบุรุษบุกเบิกมายาวนานนับศตวรรษ ก่อนที่จะมีกฎหมายป่าไม้ฉบับแรกด้วยซ้ำ
ผลกระทบต่อศักยภาพมนุษย์มีความรุนแรง เมื่อที่ดินไม่มีโฉนด ก็ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะนำไปเป็นหลักประกันเข้าถึงแหล่งทุน เกษตรกรไม่กล้าลงทุนในการเกษตรยั่งยืนระยะยาว เพราะสิทธิที่ได้รับนั้นเปราะบางและอาจถูกเพิกถอนได้ทุกเมื่อตามนโยบายส่วนกลาง ผลลัพธ์คือเกษตรกรจำนวนมากเลือกทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบฉาบฉวย ใช้สารเคมีเข้มข้น เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้ประโยชน์เร็วที่สุด นโยบายที่อ้างว่ารักษ์โลก จึงกลับบีบให้ชาวบ้านทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม
ยิ่งกว่านั้น รัฐใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ (GIS) ขีดเส้นแบ่งเขต จากห้องแอร์ในกรุงเทพฯ โดยละเลยแผนที่ในหัวใจของคนท้องถิ่น ทั้งเส้นทางน้ำดั้งเดิม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษ ดังนั้นบทสรุปก็คือ คทช. ไม่ใช่นโยบายที่จะกระจายที่ดินให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม แต่มันคือกระบวนการจัดระเบียบที่ดิน เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับตลาดคาร์บอนเครดิต โดยให้รัฐเป็นตัวกลางผู้กุมอำนาจ เจรจากับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมแทนชาวบ้าน
๒. คาร์บอนเครดิต — การแปลงป่าชีวิตเป็นสินค้าทางการเงิน
การเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตได้เปลี่ยนป่าไม้จาก ‘พื้นที่ชีวิต’ ให้กลายเป็น ‘ถังเก็บคาร์บอน’ ที่ซื้อขายได้ในตลาดโลก บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือEastern Economic Corridor (EEC) ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ใช้โครงการปลูกป่าในพื้นที่ คทช. เป็นเครื่องมือฟอกเขียว (Greenwashing) เพื่อให้สินค้าผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล แต่กำไรจากคาร์บอนเครดิตกลับไม่ถูกกระจายสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม
ชาวบ้านที่ดูแลป่ามาหลายชั่วอายุคนถูกลดบทบาทเป็นเพียงแรงงานรับจ้างรายวัน ปลูกและเฝ้าต้นไม้ให้ได้ตามมาตรฐานของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้หุ้นของนายทุน โดยไม่มีส่วนแบ่งในรายได้จากอากาศเหนือผืนดินที่พวกเขาดูแลมาตลอด รัฐยังสร้าง ‘กำแพงความรู้’ โดยอ้างว่าการทำคาร์บอนเครดิตต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นการด้อยค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างเป็นระบบและโดยเจตนา
ผลพวงที่เป็นรูปธรรม คือการเปลี่ยนพื้นที่ป่าที่มีหลากหลายสายพันธุ์ให้เป็นแปลงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่เน้นกักเก็บคาร์บอนแต่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ชาวบ้านถูกจำกัดการเข้าถึงป่า สูญเสียแหล่งอาหารและสมุนไพร และความสัมพันธ์ที่เคยเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า ถูกแทนที่ด้วยความห่างเหินและหวาดระแวง สิ่งนี้คือ ‘คุกสีเขียว’ ที่กักขังโอกาสในการพึ่งพาตนเองของชุมชน
๓. สงครามคนกับช้าง — ต้นทุนที่ถูกละเลยจากนโยบายรวมศูนย์
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด ภาคตะวันออก ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงโดยตรงของนโยบายจัดการป่า ที่ขาดการมองระบบนิเวศอย่างองค์รวม เมื่อป่าถูกเปลี่ยนเป็นแปลงพืชกักเก็บคาร์บอน พืชอาหารของสัตว์ป่าลดลง ช้างป่าที่เพิ่มจำนวนขึ้นจึงต้องรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อความอยู่รอด
สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ การปฏิบัติสองมาตรฐานของรัฐ หากชาวบ้านรุกล้ำแนวเขตป่าเพียงเล็กน้อยอาจต้องโทษทางกฎหมาย แต่เมื่อช้างป่าทำลายพืชผลทั้งฤดูกาล รัฐทำได้เพียงแสดงความเสียใจ
และมอบเงินเยียวยาที่คำนวณในอัตราต่ำกว่าต้นทุนจริงมาก ชาวบ้านต้องนอนเวรเฝ้าสวนทุกคืน สูญเสียสุขภาพจิต และบางครั้งต้องสูญเสียชีวิต เพื่อปกป้องที่ดินที่ตนเองยังไม่มีกรรมสิทธิ์ที่มั่นคง
ปัญหานี้สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารแบบแยกส่วน กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ มุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและรักษาจำนวนช้าง หน่วยงานเศรษฐกิจมุ่งขายคาร์บอนเครดิตให้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แต่ไม่มีหน่วยงานใดรับหน้าที่มองชีวิตคนในพื้นที่อย่างเป็นองค์รวม ผลคือรัฐกำลังบ่มเพาะความเกลียดชังต่อสัตว์ป่า ซึ่งในระยะยาวจะย้อนกลับมาทำลายเป้าหมายการอนุรักษ์ของรัฐเอง
บทสรุป: สู่ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ
บทความชี้ให้เห็นว่าภาคตะวันออกกำลังกลายเป็น ‘อาณานิคมสีเขียว’ ที่รัฐและกลุ่มทุนผูกขาดคุณธรรมความดีจากการอนุรักษ์ผ่านเวทีโลก ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับต้นทุนทางชีวิต ทั้งไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่มีส่วนแบ่งในเศรษฐกิจสีเขียว และต้องเผชิญกับช้างป่าเพียงลำพัง
ผู้เขียนเสนอว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องสร้างบนฐานของความเป็นธรรม โดยรัฐต้องคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอำนาจการจัดการทรัพยากรให้ชุมชน ให้ชาวบ้านมีส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมในรายได้จากคาร์บอนเครดิต และต้องบูรณาการนโยบายอนุรักษ์กับนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้คน ป่า และสัตว์ป่าสามารถออกแบบเส้นทางชีวิตที่สามารถอยู่รอดร่วมกันได้ โดยไม่มีใครต้องเป็นผู้รับบาปในนามของการอนุรักษ์อีกต่อไป
